วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ครั้งที่2 ss2

หัวเรื่อง   ของเล่นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมันเล็กเด็กปฐมวัยของเล่นในการปั้นดิน
 TOY FOR SMALL MUSCLES STRENGTHENING FOR YOUNG CHILDREN CLAY THROWING TOY

    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์

         1) เพื่อศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย โดยมีการขึ้นรูปเครื่องปั้น ดินเผาด้วยแป้นหมุน พัฒนาการเด็กปฐมวัย (ช่วงอายุ  3-6 ปี) สื่อและของเล่นเด็ก หลักการออกแบบของเล่นเด็ก รวมทั้งศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

         2) เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดของเล่นในการปั้นและการขั้นรูปเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

         3) เพื่อประเมินความ พึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเล่นในการปั้นและการขั้นรูปเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กปฐมวัย  ของผู้ใช้กลุ่มเป้าหมาย ลำดับขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย

         1) ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเก็บข้อมูลปฐมภูมิโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดเก็บ ข้อมูลความต้องการของผู้ใช้ และข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย โดยนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์เพื่อทำการออกแบบ 

         2) ออกแบบ ชุดของเล่นโดยสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก 3 รูปแบบ พร้อมทำต้นแบบเพื่อทดสอบ การใช้งานเพื่อหาความเหมาะสม ออกแบบและสร้างภาพร่างสามมิติ 3 แนวทาง และประเมินแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก 3 ท่าน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่าเพื่อเลือกแบบที่ดีที่สุดหนึ่งแบบและทำการพัฒนาเพื่อทำต้นแบบต่อไป
 
        3) สอบถามความพึงพอใจของกลุ่มผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย 10 ท่าน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการสัมภาษณ์แบบปลายเปิดนำมาแสดงผลในรูปแบบเชิงพรรณนาและค่าทางสถิติ จากผลการวิจัยพบว่าชุดของเล่นในการปั้นและการขึ้นรูปเพื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ สามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ดี และสามารถตอบสนองต่อการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายได้ โดยได้รับคะแนนประเมินจากผู้บริโภคเฉลี่ยอยู่ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด โดยหัวข้อที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์มีความสะดวกในการเล่นของเด็กที่ตอบสนองกับความเพลิดเพลินรวมทั้งในเรื่อง สีในตัวผลิตภัณฑ์ มีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 5 (S.D.= 0) รวมทั้งด้านทัศนคติของผู้ใช้ที่อยู่ในลำดับรองลงมามีค่าคะแนนเฉลี่ย 4.53 (S.D.= 0.55) ด้านการใช้งาน มีค่าเฉลี่ยที่ 4.14 (S.D.= 0.47) และด้านความสวยงาม มีค่าเฉลี่ยที่ 4 (S.D.= 0.51) ตามลำดับ

ชื่อผู้แต่ง รัศมน ทองงามขำ

วันที่ 2559-08-01

สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

สาขาวิชา การออกแบบผลิตภัณฑ์แผน ก แบบ ก 2 ระดับปริญญามหาบัณฑิต

แหล่งที่มาข้อมูล http://www.sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/20325 

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565

งานครั้งที่1 ss2

วันนี้อาจารย์ ให้ทำการออกแบบของเล่นด้วยกระดาษ 1 แผ่น และอธิบายว่าเล่นยังไง

พร้อมบอกสาเหตุว่าทำไหมของเล่นที่จะถึงเป็นของเล่นได้ 

ผลงาน การบินกระดาษแรงคับผมหนังยาง 

วิธีเล่น จับกระดาษให้นิ่งแล้วดึงหนังยางแล้วปล่อยเพื่อให้กระดาษมุ่งตรงไปยังทิศทางที่เราต้องการ



วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

กิจกกรมครั้งที่16

 วันนี้วันที่ 25 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ที่ 2565

วันนี้อาจารย์ ได้ให้นักศึกษาตรวจสอบงาน bloogger และงานค้างต่างๆ ให้เรียบร้อย และปล่อยก่อน 10:00 นาฬิกา 



วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565

กิจกรรมที่15

 Bloogger 

บทเรียนที่1   

 วันนี้วันที่  18/10/2565 อาจาร์ยได้ทำการให้นักศึกษาลงมาเรียนที่ อาคาร 36 ชั้น 5  ห้อง 502 เพราะวันนี้จะได้ใช้โปรเจคเตอร์เป็นสื่อการสอน 

    -อาจารย์ได้ทำการแจกกระดาษคลล่ะแผ่น อาจารย์ได้ให้หัวข้อแล้วตอบตามความคิดเห็นของนักศึกษา 

1.สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชานี้

2.สิ่งที่ได้ทำ

3.นำไปประยุกต์ใช้ อะไรได้บ้าง

4.ชอบ และ ไม่ชอบอะไรในวิชานี้





บทเรียนที่2

    -อาจารย์เปิดเพลงบริหารร่างกายให้ฟัง และให้นักศึกษาออกมาเต้นบริหารร่างกายภายในห้อง

    -ต่อมาอาจารย์ได้ให้ช่วยกันร้องเพลง   เก็บของ            

                                         เก็บของ

    เก็บของไว้ให้ถูกที่                          เก็บดีดีอย่าวิ่งซุกซน

    มาช่วยกันเก็บทุกคน                       มาช่วยกันเก็บทุกคน

    เด็กเด็กทุกคนช่วยกันคนดี             ช่วยกันช่วยกันคนดี

    -ต่อมาอาจารย์ให้สร้างสถานะการณ์ กิจกรรมอะไรก็ได้ในครอบครัว

              #แล้วสภานะการณ์นั้นให้ข้อคิดอะไรบ้าง

   


วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

กิจกรรมที่14

bloogger ครั้งที่14

สรุปการเรียนรู้ 

คุณครูพูดถึงการร้องเพลง ว่าร้องยังไงให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีที่สุด

ต่อมาครูได้ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่าทำอย่างไรให้เด็กไม่เบื่อเพลง 

คำตอบก็คือการเปลี่ยนเนื้อเพลงเพียงเล็กน้อยและคงทำนองและเอกลักษณ์เอาไว้ เด็กก็จะไม่เบื่อเพลง
 

ต่อมาอาจารย์ได้แจกกระดาษคนล่ะแผ่น แล้วจับกลุ่ม 1 กลุ่มจะมี 3 คน และบางกลุ่มจะมี 2 คน

ผมนั้นได้คู่กับ นางสาว ฟาติน 

ครูให้ตั้งหัวข้อกลางกระดาษ ( พัฒนาการของเด็กปฐมวัย )

ครูให้แบ่งเป็นสี่หัวข้อใหญ่ๆและนำทฤษฎี ต่างๆนำมาว่างใส่  เช่น  Fiued , Kohlberg , Erikson , Piaget , Gesell เป็นต้น 


 ได้และEnter

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

กิจกรรมที่13

 




กิจกรรมที่13 

อาจาร์ยได้ทำการ แจกกระดาษ ทำชิ้นงาน 

อาจาร์ย บอก แนวทางพัฒนาชิ้นงานให้ดีขึ้น  อาจาร์ยให้ทำชิ้นงานเกี่ยวกับเรื่อง ลักษณะของเด็กในศตวรรษที่ 21   

ในกลุ่มประกอบไปด้วย

นาย ภูมินทร์ ข่ายทอง เลขที่ 3

นางสาว ศุภลักษณ์ แสนสุภา เลขที่ 9

นางสาว ศศิธร มะขามทอง เลขที่ 14

นางสาว สุชานันท์ แก้วคง เลขที่ 23



วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

กิจกรรมที่12

 สรุปกิจกรรม Diana Baumrind

    การอบรมเลี้ยงดูที่เด็ก ได้รับจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง  Diana Baumrind  (1971) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง

มิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ

    1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก 

    2. มิ ติ ก า ร ต อ บ ส น อ ง ค ว า ม รู้ สึ ก เ ด็ ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่บิดามารดาบางคน เพิกเฉย และปฏิเสธต่อความต้องการของเด็ก



         Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่

คือการเลี้ยงดู คือพ่อแม่ที่มีความหนักแน่น แต่แสดงความรักอยู่สม่ำเสมอ และมีการจัดกรอบเพื่อมอบอิสระให้เด็กได้ทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม

คือพ่อแม่แบบเผด็จการจะชอบควบคุมและเรียกร้องการเชื่อฝังโดยไม่สนใจมุมมองของเด็ก

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ

คือพ่อแม่ที่รักลูกมากจนทำให้ไม่มีการควบคุม หรือ กฎเกณฑ์ใดๆ 

สรุป

สรุปและอภิปราย จากการประมวลงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปร ทางจิตวิทยาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ สามารถหล่อหลอม ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการ ปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความ สามารถในการกำกับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ที่ดี ก็คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่

การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ซึ่งได้แก่

 1) เรียกร้อง พฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย 

2) กำหนดกฎระเบียบินัย 

3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ 

4) ให้ความอบอุ่น รัก และสนับสนุน 

5) สื่อสารสองทางที่ชัดเจน

 6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเองและพึ่งตนเอง

 7) เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน

 8) ให้รางวัลมากกว่า ลงโทษ

ครั้งที่2 ss2

โครงการออกแบบของเล่นในการปั้นและการขึ้นรูปเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หัวเรื่อง   ของเล่นเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมันเล็กเด็กปฐมวัยของเ...